คำเตือน : สปอยล์แหลก

Release date : 4 mar 2011

Genre : Romance/ Fantasy

Director : Daniel Barnz

Cast :  Alex Pettyfer, Vanessa Hudgens, Mary-Kate Olsen

จากนิทานแสนคลาสสิคที่ถือกำเนิดมาเกือบสามศตวรรษจาก Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve (ขออภัย ออกเสียงไม่ถูกจริงๆ) ถูกดัดแปลงมาเล่าใหม่อีกหลายสิบรูปแบบต่างๆกันไป คงไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องเล่าแสนสวยงามของโฉมงามกับเจ้าชายอสูร ที่แจ่มชัดที่สุดน่าจะเป็นภาพยนตร์การ์ตูนชวนฝันฉบับดิสนีย์ ทว่าในวันนี้เราจะมาพูดถึงฉบับของอเล็กซ์ ฟลินน์

แต่ที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ไม่ว่าจะเป็นฉบับของทั้งดั้งเดิมหรือดัดแปลงใหม่ของฟลินน์ ต่างก็พูดถึงเรื่องราวเดียวกันนั่นคือความรัก

สตรีเลอโฉมกับอสูรอัปลักษณ์ ความงดงามจากภายในที่ตัดสินไม่ได้ด้วยรูปร่างหน้าตา แก่นแท้ของความรัก และความเสียสละ เหมือนจะเป็นเรื่องราวซ้ำซาก แต่จะถามจริงๆ ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นล่ะว่าจะมีสักกี่คนที่เข้าใจในความหมายของมันอย่างลึกซึ้งจริงๆ ว่าความรักคืออะไร และคำว่ารัก มันศักดิ์สิทธิ์เพียงใด

ไคยล์ คิงสัน ดาวเด่นสุดหล่อประจำโรงเรียนมัธยมบัคสตันผู้ได้รับเลือกเป็นประธานชมรมสิ่งแวดล้อม ผู้หลงตัวเอง มั่นใจเกินร้อย และไม่เคยใส่ใจอย่าว่าแต่สิ่งแวดล้อม เขาหยามผู้อื่นได้แบบไม่ต้องไว้หน้า แต่ครั้งนี้ ด้วยความหยิ่งยโสรวมกับการเหยียดชั้นวรรณะของหน้าตา ทำให้เขาหยามหน้าเคนดรา ผู้ที่ทุกๆคนชอบถีบหัวส่งด้วยคำเรียกตลกร้ายว่า “แม่มด”

ไคยล์โดนสาปให้หน้าตาอัปลักษณ์ จนแม้ตนเองยังแทบทนมองหน้าตนเองไม่ไหว

ในหนึ่งปี ถ้าไคยล์ยังหาคนที่จะมารักเขาด้วยใจจริงไม่ได้ เขาจะคงอยู่ในกรงขังของความอัปลักษณ์ไปตลอดกาล

คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เราทุกคนต่างยึดติดกับการมองเห็น เราผ่านแต่ละวันด้วยการพึ่งพาลูกตามากที่สุด เราให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ และเราต่างลุ่มหลง ถูกหลอก โดยลูกตาของเราเอง

หลังจากที่ไคยล์ถูกสาป พ่อของเขาก็พาไคยล์มาอยู่บ้านพัก แล้วไม่มาหาอีกเลย โดยบ่ายเบี่ยงเอาเรื่องงานมาอ้าง ซึ่งแน่นอน อาชีพผู้ประกาศข่าวที่พ่อของไคยล์ทำอยู่เน้นที่ภาพลักษณ์ที่ดูดี ซึ่งคงไม่เป็นผลดีถ้าต้องมาขลุกอยู่กับคนหน้าตาน่าเกลียดอย่างไคยล์

ไคยล์มีแม่บ้านหนึ่งคน และพ่อได้จ้างครูสอนพิเศษมาให้ไคยล์ที่บ้าน ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีอะไรเลย เพราะไคยล์เองก็เหยียดแม่บ้านตนเองและดูถูกครูสอนพิเศษผู้ไม่สมประกอบเพราะตาบอด

เขาเกลียดทุกอย่าง เกลียดที่ตนเองอัปลักษณ์ เกลียดพ่อที่ไม่เคยสนใจเขา เกลียดผู้คนรอบข้าง เกลียดชีวิตตนเอง จนกระทั่งเขาได้พบลินดี้โดยบังเอิญ

ลินดี้เป็นนักเรียนหญิงที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เคยพูดจากันบางครั้ง แต่มาครั้งนี้ พวกเขาได้พูดกันอีกครั้ง แต่สำหรับไคยล์แล้ว ไม่ใช่ในฐานะของซูเปอร์สตาร์เด่นดัง กลับเป็นคนอีกคนหนึ่งที่ลินดี้ไม่รู้จักเลย

ไคยล์ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอะไร แต่เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป เขาเริ่มสนใจที่จะมองเธอในมุมอื่น มีเหตุให้ลินดี้ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านไคยล์ ทั้งสองเริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้น และลินดี้ก็ได้รู้จักผู้ชายคนหนึ่ง คนแปลกหน้าที่เธอมีความสุขเสมอเวลาอยู่ใกล้ คนๆหนึ่งที่ไม่ใช่ไคยล์ คิงสัน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตนเอง เมื่อไคยล์รู้สึกว่าเขาตกหลุมรักลินดี้ เมื่อเราเริ่มจะมอบความรักให้คนอื่นได้ บางที เราอาจมองตัวเองน้อยลง นั่นเองมิใช่หรือ คือรูปแบบของการเสียสละ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความรัก และทุกครั้งที่เราเปิดใจกว้างพอจะมอบความรักให้ผู้อื่น เราก็อาจอยู่ได้ด้วยความเกลียดชังตนเองที่ลงน้อยลงทุกทีเช่นกัน

ไคยล์รู้อยู่เต็มอกว่าหัวใจตัวเองรู้สึกอย่างไร แต่สิ่งที่ไคยล์ไม่อาจรู้คือ ลินดี้คิดอย่างไรกับตนเอง เขายังคงรอคอยคว่ารักจากปากของเธอ เพื่อถอนคำสาปนี้ออกไป

เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ยังอยากจะมีรูปโฉมกลับมาดูดี อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้ลินดี้อับอายที่จะต้องรักกับคนเช่นเขาก็เป็นได้

หรือเพราะบางที ไคยล์อาจไม่ได้เรียนรู้ว่า คำตอบของความรักที่เขาค้นหา มันอยู่ข้างกายเขาตลอดเกือบปีที่ถูกสาป นั่นคือแม่บ้านกับครูสอนพิเศษของเขาเอง กล่าวคือ แม่บ้านนั้นเป็นชาวจาไมก้า ผู้ซึ่งจากลูกทั้งสามของเธอมาห้าปีแล้วเพราะเธอไม่สามารถขอกรีนการ์ดให้ลูกได้ ส่วนครูสอนพิเศษคือผู้ที่ตาบอดมาตั้งแต่อายุสิบห้า ผู้ซึ่งไม่อาจถูกลวงด้วยภาพใดให้หลงทาง

นั่นมิใช่หรือ คือความรักที่แท้ หากไคยล์รู้สึกว่าชีวิตของเขานั้นแหว่งหายไป เขาก็อาจไม่ได้มองว่า เขาได้มีแม่บ้านเป็นดังแม่ ผู้ซึ่งมีความรักอย่างไม่สิ้นสุดให้กับลูกของตนและกับเขา ทั้งยังมีครูสอนพิเศษเป็นดังพ่อ ผู้ไม่เคยยึดติดกับสิ่งที่มองเห็น

หากเพียงแต่คำว่ารัก สั้นๆง่ายๆ อาจไม่เคยถูกบอกกล่าวให้เข้าใจ เมื่อหูไม่ถูกใช้งาน ตาของเราจึงต้องทำหน้าที่หนักเป็นสองเท่า และเราต่างก็ยินยอมให้ “ตา” ยื่นมือออกมาปิด “หู” เสีย

จะเกิดอะไรขึ้น หากพ่อของไคยล์ได้พูดกับลูกชายตนเองว่า เขารักลูก หากพ่อขี้ยาของลินดี้ ได้พูดสิ่งที่เขาอยากจะสารภาพจากใจเหลือเกิน ว่าเขารักลินดี้เพียงใด ไม่ใช่การพูดแก้ตัวที่มีแต่จะทำให้ทึกอย่างเลวร้ายลง เรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้นไหม หากไคยล์สามารถพูดคำว่ารัก หรืออาจแค่เผื่อแผ่ความรักอย่างจริงใจให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม และเรื่องจะจบลงไหม หากลินดี้จะพูดกับบุรุษแปลกหน้าอัปลักษณ์ว่า เธอรักเขา

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้อย่างที่สุดเลยว่า ในบางครั้งบางคราว คำสั้นๆ ง่ายๆ คำนั้น ที่สำคัญยิ่งชีพ เราก็พูดมันออกมาได้ยากเหลือเกิน

อาจเพราะว่าบางที เรากลับรักตัวเองมากเกินกว่าจะรักใคร เราจึงไม่ใส่ใจจะมอบคำว่ารักให้ผู้คนรอบข้าง แม้แต่ผู้ที่รักเราที่สุดก็ตาม

จนถึงในท้ายที่สุด ที่ไคยล์มาสารภาพความในใจกับลินดี้ ว่าเขาทั้งรักเธอ และทั้งหวาดหวั่นกลัวจะผิดหวังว่าเธอจะไม่รักเขาตอบ ทว่าลินดี้กลับมอบจุมพิตที่แสนอ่อนโยนให้ เป็นดังความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เป็นห้วงเวลาที่ไคยล์รู้แล้วว่า เวลาที่เขามีหมดลงแล้ว และเขาจะไม่สามารถถอนคำสาปของความอัปลักษณ์นี้ออกไปได้ชั่วชีวิต

“ไปเถอะ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ในช่วงที่คุณไม่อยู่” คือคำพูดที่ไคยล์บอกลินดี้ ให้เธอออกเดินทางไปเที่ยวตามความฝันตน มันอาจมาจากทั้งการยอมรับถึงสภาพตนเองที่ไร้ซึ่งความเกลียดชังต่อโชคชะตา หรืออาจมาจากความโล่งใจ ว่าถึงแม้เขาจะต้องอัปลักษณ์ตลอดไป แต่เขาคงไม่กลัวอะไร หากมีเธออยู่เป็นรักแท้

อาจเป็นช่วงเวลาที่ไคยล์ได้รักลินดี้ มากกว่าที่จะรักตนเองแล้วก็เป็นได้

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า จงอย่าเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อความรัก เพราะความรัก คือการไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก

ทว่าทุกสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตามกฎของไตรลักษณ์ แม้แต่คำว่ารัก ก็คือเสียงที่เกิดจากคลื่นที่สั่นสะเทือนในอากาศ เคลื่อนจากอนุภาคหนึ่งเปลี่ยนไปยังอนุภาคหนึ่ง และจนสุดท้าย มันก็จะหายไป

แต่ความหมายและความตั้งใจของผู้พูดต่างหาก ที่จะฝังรากของความรักแท้จริงมั่นคงลงตราตรึงในใจผู้ฟังไปตราบนานแสนนาน

อย่ารอช้า ที่จะพูดคำสำคัญคำนั้นกับใคร

เพราะใครเล่าจะรู้ได้ และใครเล่า จะปฏิเสธได้เต็มปากเต็มคำ

ว่าจะไม่มีใครบางคน รอคอยคำว่ารักของคุณ ช่วยปลดปล่อยเขาจากคำสาปก็เป็นได้